สาระน่ารู้ของน้องแมว

สาระน่ารู้ของน้องแมว

  สาระน่ารู้  - วิธีเลี้ยง(สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม)

  • 03 Aug, 2020
  •  adminmoo
  •  417

แมวตัวน้อย 

      ที่เราเห็นกันอยู่ทั่วไปบางคนอาจรู้ไม่ว่า แมว เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อยู่ในตระกูล Felidae ที่มีต้นตระกูลมาจาก เสือไซบีเรีย คนทั่วไปมักเรียกกันว่า แมวบ้าน มีความยาวช่วงลำตัวตั้งแต่จมูกถึงปลายหางประมาณ 4 เมตร สำหรับแมวที่เลี้ยงกันตามบ้านมักจะมีรูปร่างเล็ก ขนาดลำตัวยาว ช่วงขาสั้น และจัดอยู่ในประเภทของสัตว์ที่กินเนื้อ เขี้ยวและเล็บของมันแหลมคม สามารถหดซ่อนเล็บได้เช่นเดียวกันกับเสือ แมวนั้นสืบสายเลือดมาจากแมวป่าที่มีขนาดใหญ่กว่า ทั้งลักษณะของแมวก็ยังคงพบเห็นได้ในแมวที่เลี้ยงตามบ้านปัจจุบัน

                                                                                       

อาหารการกินของน้องแมว

    เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าแมวเป็นสัตว์กินเนื้อเป็นนักล่า ดังนั้นอาหารที่คุณจะต้องจัดเตรียมให้แมว จะต้องมีคุณค่าทางสารอาหารครบถ้วนสำหรับแมว (ไม่ใช่สำหรับคน) ถ้าเทียบหมากับแมวแล้ว แมวต้องการโปรตีนสูงว่าหมาเยอะเลย อาหารที่คนทั่วไปรู้จักดีและนิยมให้เจ้าเหมียวกินคือข้าวคลุกปลาทู แต่แทบทั้งนั้นที่ให้ข้าวมากว่าปลาทู แมวก็จำต้องกินก็มันหิวนี่นา แต่กินไปได้นิดหน่อยก็ไปแล้วไม่เอาแล้ว ข้าวก็เหลืออีกบานเบอะเลยเป็นคำที่เรียกกันว่า กินข้าวเหมือนแมวดม สาเหตุก็เพราะแมวไม่ชอบกินข้าวนั่นเอง

ประเภทของอาหารแมว

   อาหารแมวนั้นก็มีอยู่ 3 แบบคือ แบบเจ้าของปรุงเอง แบบอาหารกระป๋อง และแบบอาหารเม็ด อาหารที่เจ้าของปรุงเองนั้นไม่ค่อยสนับสนุนเท่าไหร่ เพราะโดยมากคนเราจะตัดสินโดยเอาตัวเองเป็นเกณฑ์ อาหารอาจจะมีคุณค่าไม่ครบเท่าที่แมวต้องการ บางครั้งการปรุงแต่งรสชาติก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพของแมวด้วย เช่น แมวเป็นสัตว์เลี้ยงที่จะเกิดปัญหาเกี่ยวกับไตและระบบปัสาวะได้ง่าย หากคุณให้อาหารที่มีรสเค็มหรือมีส่วนผสมของเกลือมากเกินไป ในตอนวัยหนุ่มสาวแมวคุณอาจจะยังแข็งแรงดีอยู่ แต่เมื่อแก่ตัวลงไตจะเสื่อมเร็ว อยากจะแนะนำเป็นอาหารสำเร็จรูปมากกว่า อาหารสำเร็จรูปก็หมายถึงทั้งอาหารกระป๋องและอาหารเม็ดนั่นแหละ

  อาหารกระป๋อง 


   ก็จะเหมือนปลากระป๋องของคนนี่แหละ แต่เค้าปรุงขึ้นมาสำหรับแมว มีทั้งที่เป็นปลา เป็นเนื้อ เป็นไก่ ปลาหมึก ฯลฯ อีกสารพัดที่แมวจะกินได้ อาหารแบบนี้ก็มีการแบ่งเกรด ถ้าเป็นอาาหารแบบถูกหน่อยก็จะหน้าตาไม่ค่อยสวยงาม เหมือนเอาเศษปลาที่เหลือจากทำอาหารคนมาทำ บางทีก็ผสมสีบ้าง แต่ถ้าอาหารแพงขึ้นมาหน่อย วัตถุดิบที่นำมาทำก็จะดีกว่า เมื่อเปิดออกดูแล้วก็จะเห็นความแตกต่าง ซึ่งบางทีอาหารแมวแพงกว่าอาหารคนซะอีก อันนี้ก็คงต้องเลือกเอาตามใจชอบและตามกำลังทรัพย์ของแต่ละคน การให้อาหารกระป๋องมีข้อดีคือแมวชอบ กลิ่นจะยั่วยวนจมูกแมวมาก แต่ข้อเสียคือจะตั้งทิ้งไว้ให้ทั้งวันคงไม่ได้เพราะจะเน่าเสียง่าย ปัญหาเรื่องแมลงก็จะตามมา ต้องหมั่นคอยดูว่าอาหารบูดหรือยัง มีแมลงวันแมลงสาบมารบกวนหรือเปล่า โดยส่วนใหญ่ถ้าให้อาหารแบบนี้จะให้กันเป็นมื้อไป พอกินเสร็จก็เก็บเลย แต่ต้องตั้งน้ำสะอาดทิ้งไว้ให้แมวกินได้ตลอดนะ

 

อาหารเม็ด 


   อาหารเม็ดเดี๋ยวนี้ก็มีหลายยี่ห้อที่ทำขึ้นมาแข่งขันกัน ก็มีการแบ่งเกรดอีกเหมือน อาหารเกรดธรรมดาก็หาซื้อได้ทั่วไปตามห้างสรรพสินค้า ราคาก็จะไม่แพงเท่าอาหารพวกพรีเมี่ยมเกรด บางทีถ้าเราอ่านรายละเอียดของส่วนประกอบในอาหาร อาจพบว่าพอๆกัน แต่เหตุผลที่ราคาต่างกันก็มีหลายอย่าง เช่น อาหารมาจากต่างประเทศหรือผลิตในเมืองไทย วัตถุดิบที่ผลิตอาหาร ซึ่งมักจะเขียนว่าใช้วัตถุดิบคุณภาพดี อันนี้ก็ต้องเดากันเอาเองว่าแบบไหนจะดีกว่ากัน แต่โดยส่วนตัวเดาไว้ก่อนเลยว่าอาหารที่ราคาถูกมากๆก็คงไม่ได้ใช้วัตถุดิบที่ดีอะไรมากมาย ซึ่งเค้าก็ไม่ได้ชี้แจงในรายละเอียดว่าใช้อะไรทำบ้าง กี่ส่วนต่อกี่ส่วน ถ้าอยากพิสูจน์ ก็ลองหาตัวอย่างอาหารมาลองดมดู เรื่องกลิ่นต่างกันแน่นอน แต่จะลองให้แมวกินหรือเปล่าก็ตัดสินใจเอง ที่บ้านก็มีอาหารหลายยี่ห้อที่ให้แมวกิน แต่เป็นอาหารเกรดพรีเมี่ยมทั้งหมด สุขภาพแมวก็ดี ข้อดีของอาหารเม็ดก็คือ คุณค่าสารอาหารจะครบถ้วนกว่า ซึ่งอาหารกระป๋องค่อนข้างจะมีองค์ประกอบของน้ำเยอะ แมวจะอิ่มเร็วแต่สารอาหารจะได้ไม่เท่าอาหารเม็ด อาหารเม็ดตั้งทิ้งให้กินได้ทั้งวัน หรือจะให้เป็นมื้อก็ได้ แล้วแต่ความสะดวก ข้อเสียคือ หากแมวได้กินน้ำน้อยเกินไป อาจไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ ดังนั้น ไม่ว่าแมวคุณจะกินอาหารแบบไหน น้ำสะอาดเป็นสิ่งสำคัญที่คุณจะต้องเตรียมไว้ให้แมวกินได้ทั้งวันเสมอ

ทำไมแมวไม่กินอาหาร

   อาจเป็นไปได้ว่าอาหารที่คุณเตรียมไว้ให้บูดเสียแล้ว, อาหารเพิ่งออกมาจากตู้เย็นเลย, อาหารเพิ่งทำมาร้อนๆเลย, อาหารกลิ่นแปลกๆไม่เคยกิน รวมถึงความเครียดจากการย้ายที่อยู่ และอีกหลายสาเหตุที่ไม่อาจเดาใจเจ้าเหมียวได้ถูก ถ้าจะว่ากันด้วยเรื่องอุณหภูมิของอาหารแล้ว อาหารที่จะให้ควรมีอุณหภูมิที่พอดี ไม่ร้อน ไม่เย็นจนเกินไป แมวไม่ชอบของร้อน ไม่เหมือนหมา ถ้าหิวร้อนหรือเย็นก็พอกินได้ แต่แมวไม่ใช่ บางทีแมวอาจกินของเย็นได้ในบางโอกาส(แมวที่บ้านกินไอติมได้ด้วย) แมวเป็นนักล่าและกินเหยื่อขณะตัวยังอุ่นๆอยู่ โดยทั่วไปอาหารแมวก็จะมีอุณหภูมิเท่ากับอุณหภูมิห้อง ถ้าเอาอาหารออกจากตู้เย็นใหม่ๆ ก็น่าจะทิ้งไว้ซักพักพอคลายความเย็นลงแล้วค่อยให้แมวกิน

                                                                                     

โรคของแมวและวิธีรักษาที่ถูกต้อง

    แมวถือว่าเป็นสัตว์ที่เหมือนๆ กับสัตว์ทั่วไปนั่นคือมักมีเรื่องของโรคภัยไข้เจ็บมาเยือนอยู่เสมอถ้าหากว่าทำตัวไม่ถูกสุขลักษณะ หรือว่ามีความบกพร่องบางอย่างเกิดขึ้นในร่างกายของแมว คนที่เลี้ยงแมวเองถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างมากในการที่จะดูแลรักษาแมวของตัวเองเพื่อไม่ให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ พยายามหาวิธีในการป้องกันและการรักษาที่ถูกต้องว่าในโรคของแมวนั้นควรต้องรักษาอย่างไรบ้าง มาทำความรู้จักกับโรคต่างๆ ของแมวรวมถึงวิธีในการรักษาที่ถูกต้องว่าควรทำอย่างไร

  • โรคหวัดแมว – ก็มีลักษณะคล้ายๆ กับโรคไข้หวัดของคนนั่นคือเกิดจากการมีเชื้อโรคอยู่ในอากาศแล้วแมวสูดดมหรือได้รับเชื้อเหล่านั้นเข้าไป จะมีอาการไอ จาม น้ำมูกไหล น้ำตาไหล เยื่อบุตามีโอกาสอักเสบ บางรายไม่ค่อยกินอาหาร อ่อนเพลีย นอนทั้งวัน มีไข้ หรือถ้ารุนแรงมากๆ อาจจะเดินกระโผกกระเผลก ไม่มีแรง
  • โรคไข้หัดแมว – สามารถเกิดได้กับแมวทุกอายุ แต่ส่วนมากจะเกิดกับแมวเด็กที่อายุไม่เกิน 1 ปี และไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกัน สามารถติดเชื้อได้จากการกินสิ่งที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนมา จะมีอาการเบื่ออาหาร มีไข้ ท้องเสีย อาเจียน อ่อนเพลีย หิวน้ำบ่อย ตัวสั่น เดินเซ บางตัวถ้าหากทนอาการเหล่านี้ไม่ได้ก็สามารถตายได้
  • โรคมะเร็งเม็ดเลือดในแมว – สามารถติดต่อได้จากากรสัมผัสน้ำลาย ปัสสาวะ หรืออุจจาระของแมวที่ป่วยอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งโรคที่ว่านี้เกิดจากเชื้อไวรัสเข้าทำลายระบบเซลล์ต่างๆ ภายในร่างกายเพื่อไม่ให้สร้างภูมิคุ้มกัน แมวบางตัวก็มีภูมิต้านทานที่ทนได้ในขณะที่บางตัวก็แสดงอาการอย่างชัดเจน
  • โรคคลามัยเดียในแมว – เกิดจากการติดต่อโรคนี้จากแมวที่เป็นอยู่ก่อนแล้ว อาการเยื่อตาอักเสบ น้ำตาไหล ตาแดง หายใจติดัดบ้าง
  • โรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบ – เกิดจากการสัมผัสน้ำลาย ปัสสาวะ หรืออุจจาระ จากแมวที่ป่วยมักมีอาการจาม ไอ ท้องเสีย น้ำหนักลด
  • โรคเอดส์แมว – ก็คือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โรคหนึ่งของแมว จะทำลายระบบภูมิคุ้มกันของแมวให้แย่ลงเรื่อยๆ จนทำให้ตายไปในที่สุด

วิธีในการรักษาโรคต่างๆ

  1. ใช้การฉีดวัคซีนป้องกันโรคทุกโรคที่สามารถเกิดขึ้นกับแมวได้
  2. พาไปให้สัตวแพทย์ตรวจเมื่อพบว่าแมวมีอาการผิดปกติหรือรู้สึกว่าแมวน่าจะมีอาการไม่สบาย
  3. พยายามอย่าให้แมวไปยุ่งเกี่ยวกับแมวที่เป็นโรคต่างๆ ถ้าหากไม่รู้ว่าแมวตัวนั้นมีโรคอะไรหรือไม่ก็ควรจะหลีกเลี่ยงให้เจอกันโดยเด็ดขาด
  4. เอาใจใส่ในการเลี้ยงดูและพยายามทำสิ่งต่างๆ ของแมวให้ถูกสุขลักษณะ

                                                                           

การเลี้ยงลูกแมวที่มือใหม่ควรรู้

1.การป้อนนม

อาหารที่ป้อนให้กับลูกแมวนั้นควรเป็น นมสำหรับลูกสัตว์ หรือนมแพะเท่านั้น ไม่ควรให้นมวัวเด็ดขาด

– อายุ 1 สัปดาห์ ป้อนครั้งละ 1-2 ซีซี. ควรป้อนทุกๆ 2 ชั่วโมง

– ลูกแมวอายุ 2 สัปดาห์ ป้อนครั้งละ 5-7 ซีซี. ควรป้อนทุกๆ 2 ชั่วโมง

– ลูกแมวอายุ 3 สัปดาห์ ป้อนครั้งละ 7-10 ซีซี. ควรป้อนทุกๆ 3 ชั่วโมง

– เมื่อลูกแมวอายุ 4 สัปดาห์ ก็สามารถเสริมอาหารเปียกได้

ข้อสำคัญในการป้อนนมให้กับลูกแมว คือไม่ควรป้อนเร็วเกินไป หรือป้อนมากเกินไป เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสำลักได้ ข้อสังเกตหากลูกแมวเริ่มอิ่มแล้วก็จะเริ่มดูดนมได้ช้าลง

เหตุผลที่ไม่ควรให้นมวัว

1. นมวัวมีแคลเซียมน้อยกว่านมแพะ

2. นมวัวมีเม็ดไขมันขนาดใหญ่กว่านมแพะ ทำให้ย่อยยากกว่านมแพะ

3. นมแพะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีกว่านมวัว4. นมแพะมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับนมแม่แมวมากที่สุด

4. นมแพะมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับนมแม่แมวมากที่สุด

2.การทำความสะอาดลูกแมว

     สำหรับลูกแมวที่ยังเป็นเด็กน้อยอยู่ยังไม่ควรอาบน้ำ แนะนำให้ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดตัวให้กับลูกแมวอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง ส่วนการเริ่มอาบน้ำให้ลูกแมวนั้นควรเริ่มอาบได้ตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป และนอกจากการอาบน้ำให้ลูกแมวก็ควรฝึกตัดเล็บ เช็ดหู ข้อดีคือหากทำตั้งแต่ยังเล็กจะทำให้ลูกแมวเกิดการชินจะได้ไม่ดื้อเมื่อเริ่มโตขึ้น ข้อแนะนำหลังจากการอาบน้ำควรเอาไดร์เป่าผมอุ่นๆเป่าขนให้แห้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ขนชื้น หรือเป็นเชื้อราได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นลักษณะนิสัยของแมวส่วนใหญ่แล้วเป็นสัตว์รักสะอาด จะชอบเลียทำความสะอาดตัวเองอยู่เสมอทำให้แทบจะไม่ต้องอาบน้ำเลยด้วยซ้ำ หากไม่มีเห็บ หรือไม่สกปรกมากจริงๆ นี่คือข้อดีของการเลี้ยงแมว

3.การฝึกขับถ่าย

     หากเป็นลูกแมวที่อยู่ในช่วงป้อนนม หลังจากป้อนนมเรียบร้อยแล้ว ควรใช้สำลีชุบกับน้ำอุ่น เช็ดไปที่ก้นเรื่อยๆ ลูกแมวจะเริ่มมีการเกร็งตัว สักพักจะเริ่มขับถ่ายออกมา และเมื่อลูกแมวอายุได้ประมาณ 4 สัปดาห์ หรือเริ่มเดินได้ ควรหากระบะทราย หรือถาดใส่ทรายมาวางไว้ เพื่อเริ่มฝึกให้ลูกแมวขับถ่ายให้เป็นที่ตั้งแต่เด็ก และเนื่องจากแมวเป็นสัตว์ที่รักความสะอาดมาก เราควรทำความสะอาดกระบะทรายทุกวัน เมื่อมีของเสียในกระบะทรายให้หมั่นตักออกเรื่อยๆ และควรจะเปลี่ยนทรายและล้างกระบะทรายอาทิตย์ละครั้งด้วย การหมั่นทำความสะอาดกระบะทรายนั้นนอกจากจะทำให้สุขภาพดี แข็งแรงแล้ว ยังช่วยป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับระบบการขับถ่ายของน้องแมวอีกด้วย

4.การฉีดวัคซีน

     นอกจากเรื่องอาหาร การดูแลรักษาความสะอาดให้กับน้องแมวแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการให้วัคซีนกับลูกแมว ก่อนเริ่มฉีดวัคซีนเมื่อลูกแมวอายุครบ 6 สัปดาห์ ควรพาไปตรวจสุขภาพ และเริ่มฉีดวัคซีนเข็มแรกเมื่ออายุครบ 2 เดือน และควรฉีดวัคซีนตามโปรแกรมที่สัตวแพทย์แนะนำเพื่อช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับน้องแมว และทั้งนี้ควรสอบถามสัตวแพทย์เกี่ยวกับวัคซีนที่ต้องฉีดให้ในแต่ละครั้ง เพื่อให้ตรงตามความเหมาะสมของแมวที่เราเลี้ยง

5.การเปลี่ยนอาหารลูกแมว

     ลูกแมวจะเริ่มหย่านมในช่วง 6-8 สัปดาห์ ในช่วงนี้ควรให้อาหารแบบเม็ด หรืออาหารเปียกสำหรับลูกแมว ผู้เลี้ยงควรเริ่มลดการให้นมแล้วเสริมด้วยอาหารสำหรับลูกแมวแทน ในหนึ่งวันควรให้อาหาร 3-4 มื้อ และควรน้ำสะอาดไว้ตลอดเวลา ผู้เลี้ยงควรสังเกตลูกแมวหากไม่กินน้ำควรป้อนน้ำลูกแมวด้วยไซริงค์ เพื่อสุขภาพที่ดีของลูกแมวด้วย

และนี่ก็เป็น 5 วิธีเลี้ยงลูกแมว ที่มือใหม่ควรรู้ก่อนเลี้ยงแมวแรกเกิด ไม่ว่าจะเป็นการดูแลลูกแมวหรือสัตว์ชนิดไหนก็ตาม จะต้องคอยดูแลแบบใกล้ชิด พิถีพิถัน เอาใจใส่ เหมือนกับว่าเลี้ยงเด็กเล็ก เพราะหากลูกแมวไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกับแม่แมว ตัวเราก็จะเปรียบเสมือนเป็นแม่แมวที่จะต้องคอยดูแลแทน เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นการป้อนนมลูกแมว การดูและรักษาความสะอาด การกระตุ้นการขับถ่ายที่แม่แมวจะต้องคอยทำให้ลูกอยู่เสมอ และกระทั่งการเสริมภูมิต้านทานเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงให้กับลูกแมวก็ควรพาลูกแมวไปพบสัตว์แพทย์ตามโปรแกรมที่กำหนดด้วย เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดโรคในอนาคตของน้องแมว

 

แหล่งที่มา : kapook.com