เต่าดาวอินเดีย

เต่าดาวอินเดีย

  สาระน่ารู้  - วิธีเลี้ยง(สัตว์เลื้อยคลาน)

  • 03 Aug, 2020
  •  adminmoo
  •  131

เต่าดาวอินเดีย

เต่าดาวดินเดีย มีรูปลักษณ์แฉกดาวกระจายบนกระดอง ราวกับว่ามีใครตั้งใจแต่งแต้มสีลงบนนั้น จึงเป็นที่สนใจให้หลายคนอยากจับจองไปเลี้ยงกันที่บ้าน เมื่อกระแสเต่าดาวอินเดียแซงหน้าให้เต่าชนิดอื่นต้องเหลียวมอง M-petจึงรีบปรี่เข้าไปทำความรู้จักกับกูรูคนรักเต่าเลยทันที กลด-ทรงกลด ชูเขียว เจ้าของร้าน I-Zard ผู้รักเต่าเป็นชีวิตจิตใจ วันนี้เขาจะมาบอกเล่าเรื่องราวดีๆ ให้คุณได้ใกล้ชิดกับสัตว์เลี้ยงชนิดนี้กันมากขึ้น

“ช่วงประมาณปี 2540 ตอนนั้นสัตว์เลื้อยคลานเป็นที่นิยมมาก ผมจึงเริ่มเลี้ยงเต่าเป็นตัวแรก เพราะเต่าเป็นสัตว์ที่กินพืช กินผัก ไม่ยุ่งยาก และไม่มีเสียงดัง ในสมัยก่อนเราต้องลองผิดลองถูก ไม่เหมือนสมัยนี้ที่มีอินเทอร์เน็ต ตอนนั้นเราไม่สามารถรู้เลยว่าต้องเลี้ยงให้ถูกวิธีอย่างไรบ้าง ได้แต่ศึกษาจากคนที่เคยเลี้ยงมาก่อนและคนขายเท่านั้น ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องทั้งหมด”

พอเริ่มชินและคุ้นเคยกับเต่าแล้ว เขาจึงหันมาเลี้ยงงู สัตว์เลื้อยคลานที่หลายคนไม่เคยคิดเอามาเป็นสัตว์เลี้ยง และจากนั้นก็เริ่มหันมาสนใจเลี้ยงสัตว์อื่นอีกหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น กิ้งก่า อีกัวน่า ตุ๊กแก ตะกวด ฯลฯ

ต่อมาได้ตัดสินใจออกจากงานประจำ เพื่อหันมาทำธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงอย่างจริงจัง โดยเริ่มจากเต่าดาวอินเดียเป็นสัตว์ชนิดแรกที่เลี้ยง “เต่าเป็นสัตว์เลี้ยงเริ่มต้นนะ สำหรับสัตว์เลื้อยคลาน เพราะจะเริ่มจากการเลี้ยงงู มันยากกว่าตรงที่งูเป็นสัตว์กินเนื้อ แต่สำหรับเต่าเองจะกินพืชผัก มันจึงง่ายที่จะเลี้ยงมากกว่าสัตว์เลื้อยคลานชนิดอื่น”


 
กระดองเต่าดาวกระจาย


ที่มาของเต่าดาวอินเดียมาจากชื่อประเทศพ่วงท้ายที่เรียกกันนั่นคือ ประเทศอินเดีย แต่ไม่ได้มีแค่ในเฉพาะประเทศนี้เท่านั้นยังครอบคลุมไปถึงประเทศศรีลังกาและปากีสถานอีกด้วย แต่แหล่งใหญ่ๆ จะอยู่ที่ประเทศอินเดีย ซึ่งในทุกประเทศที่มีอยู่เป็นสายพันธุ์เดียวกันทั้งสิ้น จะมีแตกต่างกันตรงเส้นแฉกลายดาว เป็นลักษณะแพตเทิร์นของลวดลายที่อยู่บนกระดองเต่า อาจจะมีเส้นเล็ก-ใหญ่ หรือความเข้มของสีลายเส้นซึ่งให้โทนสีเหลืองที่มีลักษณะเด่นชัดแตกต่างกันออกไป ตรงนี้จึงเป็นเสน่ห์เฉพาะของเต่าแต่ละตัวที่ไม่เหมือนกัน จึงทำให้กลุ่มคนที่เลี้ยงอยากซื้อสัตว์ชนิดนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
 

ลักษณะเด่นของเต่าดาวอินเดีย คือต้องมีลวดลายทั่วกระดองเป็นแฉกคล้ายรูปดาว ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตามธรรมชาติในแต่ละตัวที่ผู้ขยายพันธุ์ไม่สามารถกำหนดเองได้ สิ่งนี้จึงเป็นลักษณะเฉพาะที่พิเศษแตกต่างจากเต่าไทยทั่วๆ ไป เจ้าของร้าน I-Zard บอกเสริมอีกว่า ความพิเศษที่ไม่ซ้ำใครนี้ ทำให้คนเลี้ยงเฉพาะกลุ่มรู้สึกถูกชะตากับพวกมัน หลายคนมองว่าสัตว์เหล่านี้มีเสน่ห์ ถ้าใครยังไม่เคยสัมผัสมันจริงจะไม่มีทางรู้ถึงลักษณะนิสัยของพวกมัน ฉะนั้นจึงไม่เสียหายถ้าคิดจะลองเลี้ยงดู
  

ขนาดของตัวเต่าดาวอินเดียเมื่อโตเต็มวัยแล้ว ตัวเมียจะมีขนาดยาว 30 ซม. ส่วนตัวผู้จะเล็กกว่าตัวเมีย มีขนาดยาวประมาณ 15-20 ซม. ซึ่งมีขนาดเล็กเกือบครึ่งหนึ่งของตัวเมียเลยทีเดียว เมื่อโตเต็มวัยตัวเมียจะมีน้ำหนักเฉลี่ยอยู่ที่ 6 กก. ส่วนตัวผู้มีน้ำหนักประมาณ 4กก.
  

พฤติกรรมตามธรรมชาติ เต่าดาวอินเดียจะออกหาอาหารในตอนเช้าก่อนแดดออกและในช่วงเย็นอีกครั้งก่อนฟ้ามืด ซึ่งลักษณะที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่จะเป็นสถานที่เงียบ เนื่องจากเต่าเป็นสัตว์รักสงบ ไม่วุ่นวาย ไม่ชอบอากาศชื้น ฉะนั้นเต่าจะอยู่ในพื้นที่ร้อนแห้งและไม่มีน้ำขัง
 

วันนี้เต่าดาวอินเดียถือว่าเป็นสัตว์เลี้ยงอีกประเภทหนึ่งที่เลี้ยงง่าย และเหมาะสำหรับผู้เริ่มเลี้ยงสัตว์เลื้อยคลานในระยะเริ่มแรก เพราะด้วยลักษณะตามธรรมชาติของเต่าเองประกอบกับวิถีชีวิตของคนเมือง ทำให้เต่าครองส่วนแบ่งของสัตว์เลี้ยงที่คนนิยมเลี้ยงกันในปัจจุบันนี้
 

ผสมพันธุ์เมื่อฝนพรำ


การผสมพันธุ์จะอยู่ระหว่างช่วงหน้าฝนหรือหลังฝนตก ตัวเมียจะมีความพร้อมที่จะผสมพันธุ์เมื่ออายุ 5-7 ปี ส่วนตัวผู้จะเร็วกว่า พร้อมเมื่ออายุ 3-5 ปี เมื่อผสมพันธุ์ครั้งหนึ่งจะสามารถไข่ออกมาได้ประมาณ 3-4 ครั้ง/ปี “เมื่อผสมพันธุ์เสร็จแล้ว ก่อนจะเริ่มไข่ครั้งหนึ่งประมาณ 5-6 ฟอง จากนั้นจะเว้นช่วงมาประมาณสัก 1 อาทิตย์แล้วจึงออกไข่มาอีก ซึ่งเป็นลักษณะของการทยอยไข่เพื่อป้องกันการสูญพันธุ์ ดังนั้นในปีหนึ่งเต่าดาวอินเดียสามารถไข่ได้ 3-4 ครั้ง”
  

เต่าดาวอินเดียจะไข่ออกมาประมาณ 5-6 ฟอง/ครั้ง ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของแม่เต่า ต่อจากนั้นไข่จะถูกฝังอยู่ในดินหรือทรายประมาณ 4-6 เดือน แล้วแต่สภาพอากาศและอุณหภูมิของไข่ที่แม่เต่าฝังไว้ เมื่อถึงเวลาที่ลูกเต่าออกจากไข่จะสามารถเติบโตได้เองตามธรรมชาติ (มีขนาดเท่าลูกปิงปองผ่าครึ่ง) ซึ่งในระยะ 1 อาทิตย์แรกนี้ ลูกเต่ายังไม่หาอาหารกินเนื่องจากยังมีอาหาร (ไข่แดง) ที่สะสมไว้ไต้กระดองอยู่สำหรับใช้ยามแรกเกิด และหลังจากนั้นจึงเริ่มหาอาหารเอง และดำเนินชีวิตเรื่อยมาจนกว่าจะหมดอายุขัยเฉลี่ยประมาณ 70 ปีขึ้นไป
  

“ปัจจุบันมีคนเพาะเลี้ยงเต่าที่เป็นของไทย แต่ไม่สามารถนำออกมาขายได้เพราะติดพ.ร.บ.สัตว์ป่าคุ้มครอง แต่เรามีการนำเข้ามาอย่างถูกกฎหมาย เพราะเต่าดาวอินเดียเป็นสัตว์นำเข้าไซเตท 2 ซึ่งสามารถทำใบนำเข้าได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่สำหรับในประเทศไทยเองเมื่อนำเข้ามาแล้วไม่สามารถส่งออกไปต่างประเทศได้โดยถูกกฎหมาย”
  

ที่ผ่านมาจะเห็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์ได้พูดถึงเรื่องการลักลอบนำสัตว์เลี้ยงเข้าประเทศ เนื่องจากเป็นการนำเข้าสัตว์เกินโควตาที่กำหนดไว้ของประเทศที่รับมา ฉะนั้นจึงไม่มีหลักฐานการส่งออก-นำเข้าสัตว์เลี้ยงอย่างถูกต้องตามกฎหมายซึ่งนอกเหนือจากที่ประเทศนั้นๆ ได้ให้โควตานำเข้าไว้แล้ว โดยเฉพาะสัตว์ที่นำมาจากประเทศมาดากัสการ์และออสเตรเลีย ซึ่งทั้งสองประเทศนี้จะมีกฎหมายการส่งออกสัตว์ที่เข้มงวดมาก เนื่องจากสัตว์ที่อาศัยอยู่ในประเทศเหล่านี้จะมีเอกลักษณ์เฉพาะซึ่งไม่เหมือนกับที่ประเทศอื่นๆ มี เนื่องจากยังไม่สามารถเพาะพันธุ์ในที่อื่นได้ จึงเกิดความต้องการของกลุ่มคนเลี้ยงเฉพาะกลุ่มที่อยากเลี้ยงสัตว์ไม่เหมือนกับใคร

 
“ราคา” กำหนดลูกค้า
ทางร้าน I-Zard จะขายเต่าดาวอินเดียเมื่อลูกเต่ามีอายุไม่ต่ำกว่า 4 เดือน “ถ้าลูกเต่าตัวเล็กมากจะเลี้ยงยากสำหรับคนเริ่มเลี้ยงรายใหม่ในระยะเริ่มแรก แต่พอพ้นสักประมาณ 5 เดือนไปแล้วก็จะเลี้ยงง่ายขึ้น”
 

ตัวเล็กเริ่มต้นที่ราคาประมาณ 1,000 บาทขึ้นไป ขึ้นอยู่กับความสวยงามของรูปทรงกระดอง มีเส้นสีเหลืองเข้ม แบบแพตเทิร์นลวดลายสวยงาม ซึ่งเต่าในหนึ่งแบบจะมีราคาตั้งแต่ 1,000 -100,000 บาทเลยทีเดียว อย่างเช่นตัวใหญ่จะมีลายเส้นถี่มากกว่าตัวเล็ก ถ้ายิ่งมีลายเส้นถี่และมีสีเหลืองเข้มมาก ราคาก็จะยิ่งสูงมากเช่นกัน ซึ่งตัวเล็กจะยังไม่สามารถรู้ได้ทันทีว่าเมื่อโตขึ้นจะมีลักษณะอย่างไร เพียงแค่รู้ว่าพอโตขึ้นจะมีลายเส้นที่ใหญ่ขึ้นและมีความชัดเจนขึ้นเท่านั้นเอง
  

“ทางร้านขายเต่าดาวอินเดียได้เฉลี่ยวันละ 2 ตัว ทั้งไซส์เล็กและไซส์ใหญ่คละกันไป ซึ่งวันที่ขายดีที่สุดจะเป็นช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เพราะคนมาเดินเที่ยวเลือกซื้อของกันเยอะ สำหรับลูกค้าที่ร้านจะมีทุกช่วงวัยตั้งแต่เด็กอายุประมาณ 7 ขวบ จนถึงอายุ 50 ปี ด้านราคาก็เป็นตัวกำหนดลูกค้าเช่นกัน อย่างลูกค้าที่อายุมากเขาจะเลือกเต่าที่สวย ราคาก็แพง ส่วนเด็กที่คิดอยากเลี้ยงเฉยๆ เต่าไม่ได้สวยมาก ก็จะมีราคาถูก เรื่องราคามันตายตัวอยู่แล้ว แต่การเลือกเลี้ยงเต่าของคนแต่ละช่วงวัยมีความต่างกัน”
 

“เต่ามันทำให้คนใจเย็นขึ้น จากที่ผมเคยคุยกับลูกค้าที่ซื้อให้ลูกเลี้ยง เขาบอกว่าเต่าทำให้ลูกเขาสงบลง ใจเย็นขึ้น มีความรับผิดชอบ แต่บางคนเขายึดตามหลักฮวงจุ้ย เลี้ยงแล้วจะดี มันก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละคน แต่ผมอยากให้ลูกค้าซื้อเพราะรักในสิ่งที่มันเป็นมากกว่า”

ถ้าใครสนใจอยากเลี้ยงเพื่อขาย ควรคำนวณเรื่องของต้นทุนให้ดีเสียก่อน ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนกำลังทรัพย์หรือต้นทุนของเวลาต่างก็เป็นทุนเริ่มต้นทั้งสิ้น จึงต้องศึกษาหาข้อมูลก่อนทำธุรกิจสัตว์เลี้ยงชนิดนี้เสียก่อน
  

“เต่าเป็นสัตว์ที่ไม่คุ้มค่าต่อการเพาะพันธุ์เพื่อขาย เนื่องจากว่าไข่ในแต่ละปีน้อยมาก และต้นทุนตัวใหญ่ที่จะสามารถนำมาเพาะขยายพันธุ์ได้เลย ต้องมีเงินถึง 50,000-60,000 บาท/คู่ และกว่าจะคุ้มทุนจึงต้องใช้ระยะเวลาหลายปี แต่สำหรับคนที่เพาะพันธุ์อยู่ตอนนี้ เพราะว่าเขารักและชอบ ดังนั้นถ้าคิดทางด้านธุรกิจจริงๆ เราไม่ต้องเพาะเองหรอก แค่มีเงินแล้วคุณวางการตลาดดีๆ คุณซื้อนำเข้ามาแล้วขายจะดีที่สุด”
 

“การนำเข้ามานั้น จะมีโบรกเกอร์เป็นผู้นำเข้าสัตว์เลี้ยงอยู่แล้ว เขาไม่มีร้านขายเพียงมีเงินจำนวนมากในการซื้อสัตว์เข้ามาแต่ละครั้ง แล้วก็ให้ร้านค้ารายย่อยซื้อต่อจากโบรกเกอร์อีกครั้งหนึ่ง ฉะนั้นโบรกเกอร์จะเป็นคนนำเข้ามาจำนวนหลาย 1,000 ตัว/ครั้ง ฉะนั้นการคิดทำเป็นธุรกิจ ถ้าเราไม่นำเข้าเองก็ต้องซื้อจากโบรกเกอร์แล้วมาขายต่ออีกครั้งหนึ่งจะดีกว่า”

 


เลี้ยงง่าย-กินง่าย


ถ้าใครต้องการเลี้ยงเต่าดาวอินเดีย สายพันธุ์ที่กำลังเลี้ยงอย่างคึกคักในตอนนี้ มีไว้เป็นเพื่อนเล่นยามว่างกันแล้วล่ะก็ต้องใส่ใจดูแลเกี่ยวกับเรื่องอาหารการกินเป็นสำคัญ สำหรับผู้เลี้ยงที่ไม่ค่อยมีเวลามากนัก จึงควรปรับเวลาการกินอาหารสำหรับเต่า ซึ่งเดิมทีในธรรมชาติเต่าจะหาอาหารในช่วงเช้าและเย็น แต่เมื่อเอามาเลี้ยง คนเลี้ยงมีเวลาน้อยจึงแนะนำให้อาหารเพียงเวลาเดียว ซึ่งควรให้ช่วงเวลาประมาณ 09.00-10.00 น. เป็นประจำทุกวัน
 

อาหารที่ใช้สำหรับเลี้ยงเต่า ถ้าเป็นอาหารประเภทผัก ผลไม้ อาทิ ผักกาดหอม ผักกวางตุ้ง มะเขือเทศ ผักสลัด ฯลฯ แต่ไม่นิยมให้ผักคะน้า เพราะคะน้าเป็นผักที่มีแคลเซียมสูง ถ้าผู้เลี้ยงให้เยอะเกินไปแล้วเต่านำไปใช้ได้ไม่หมดจะเกิดการอุดตันของลำไส้ และทำให้เต่าป่วยได้ นอกจากนี้ยังมีอาหารเม็ดสำหรับเต่าโดยเฉพาะ ซึ่งจะมีสารอาหารและวิตามินบางตัวที่เต่าจำเป็น อาจให้ 3 วัน/ครั้ง เพื่อเป็นอาหารเสริม
 

ขนาดของพื้นที่เลี้ยงขึ้นอยู่กับไซส์เต่า ถ้าเริ่มจากตัวเล็กควรมีตู้หรือกระบะที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย เพราะสัตว์ชนิดนี้ไม่เหมาะกับภูมิอากาศในเมืองไทยช่วงหน้าฝน เมื่อโดนละอองฝนจะทำให้เต่าป่วยได้ง่าย ดังนั้นจึงควรเลี้ยงในภาชนะที่สามารถยกเก็บได้ง่าย
 

“สำหรับคนไม่ค่อยมีเวลาเลี้ยง ควรเป็นตู้เลี้ยงวางไว้ในตัวบ้านและควรมีอุปกรณ์เสริมอย่างหลอดไฟแสงยูวี สำหรับเพื่อให้สัตว์เลี้ยง เพราะเต่าต้องการอยู่ในที่ร้อนแห้ง และตู้เลี้ยงควรมีขนาดกว้าง 35x48 นิ้ว ส่วนความสูงเท่าไหร่ก็ได้เพราะเต่าปีนไม่ได้อยู่แล้ว หรือถ้ามีพื้นที่สวนหย่อมสำหรับเต่าขนาดใหญ่ อาจให้เดินเล่นในสวนได้โดยทำเพิงกันฝนไว้ส่วนหนึ่งเพื่อให้เต่าได้หลบฝนได้”
 

ส่วนใหญ่เต่าเป็นสัตว์เลี้ยงง่าย กินง่าย และมีอายุยืน มีบางตัวที่ต้องตายก่อนอายุขัยเพราะเกิดจากโรคหวัด เนื่องจากโดนฝนตามสภาพอากาศร้อนชื้นในประเทศไทย โรคนี้จึงทำให้เต่ามีโอกาสตายสูงมากที่สุด อีกอย่างหนึ่งคือในเต่าที่ได้รับแคลเซียมจากผักคะน้าสูงเกินความจำเป็นของร่างกายที่เต่านำไปใช้อย่างที่กล่าวมาในข้างต้น จึงทำให้เต่าตายได้ และสุดท้ายเวลาถือตัวเต่าควรประคองอย่างระมัดระวังเพราะถ้าตกลงมาอาจทำให้กระดองแตก ส่งผลให้เต่าได้รับบาดเจ็บและตายได้ ดังนั้นจึงควรระวังเพื่อไม่ให้สัตว์เลี้ยงที่เรารักต้องตายเพราะด้วยความประมาทของตัวเราเอง

 

แหล่งที่มา : mgronline.com