เต่าเสือดาว

เต่าเสือดาว

  สาระน่ารู้  - วิธีเลี้ยง(สัตว์เลื้อยคลาน)

  • 03 Aug, 2020
  •  adminmoo
  •  1.2K
 

เต่าเสือดาว

 
    เต่าเสือดาว มีลักษณะสมกับชื่อตัวของมันคือ มีพื้นเป็นสีเหลืองและถูกแต่งแต้มด้วยลวดลายสีดำกระจายอยู่โดยทั่วกระดอง แน่นอนว่าเต่าเสือดาวเป็นเต่าลายสวยอีกชนิดหนึ่ง ที่ลวดลายบนกระดองมีความหลากหลายแตกต่างกันไปในแต่ละตัว ดังนั้นถึงแม้ว่าจะมีฟาร์มที่เพาะพันธุ์เต่าชนิดนี้ได้หลากหลายฟาร์มก็ตาม แต่สำหรับพี่ไทยและนักนิยมExotic Petsทั่วโลกกลับถวิลหาแต่เต่าที่มีสีดำน้อยๆ และมีพื้นที่สีเหลือง(หรือกระทั่งสีครีม)มากๆ ซึ่งเป็นเรื่องปกติวิสัยของความเป็นHigh-Yellow ย่อมเป็นที่หมายปองในเต่าบกทุกสายพันธุ์ โชคดีของนักเลี้ยงอย่างหนึ่งก็คือ เต่าชนิดนี้มีการเพาะพันธุ์ได้ค่อนข้างมาก(ในต่างประเทศ) ตลอดจนเป็นเต่าที่อยู่ในบัญชีรายชื่อของ CITES Appendix II ซึ่งการซื้อขายสามารถกระทำอย่างถูกต้องตามกฎหมาย(ตามเงื่อนไขที่CITESกำหนด) จึงทำให้เต่าเสือดาวที่มีลวดลายมาตรฐานทั่วๆไป มีราคาในระดับที่ค่อนข้างสบายกระเป๋า เมื่อเทียบกับเต่านำเข้าตัวอื่นๆจากทวีปเดียวกันแม้ว่า Geochelone pardalis จะเป็นชื่อทางวิทยาศาสตร์ของเต่าเสือดาวก็ตาม แต่ยังมีการแบ่งเต่าในspeciesนี้ออกเป็นสองsub-species นั่นคือ Geochelone pardalis pardalis และ Geochelone pardalis babcocki โดยsub-speciesแรกจะพบในธรรมชาติได้น้อยกว่า และขนาดโตเต็มที่จะมีขนาดใหญ่กว่าชนิดที่สอง ส่วนในรูปทรงกระดองนั้น G. pardalis pardalis จะเป็นโดมสูงน้อยกว่า G. pardalis babcocki และแตกต่างกันในรายละเอียดของลวดลายเล็กน้อย ซึ่งนักนิยมเต่าบกสามารถแยกแยะเต่าสองSub-speciesนี้ได้ง่ายในวัยเยาว์โดย G. pardalis pardalis จะมีแต้มสีดำที่กลางเกล็ดกระดองทุกๆscute สำหรับเต่าที่นำเข้ามายั่วน้ำลายชาวExotic Petsในไทยนั้น ส่วนใหญ่จะเห็นเป็นแต่ Geochelone pardalis babcocki ทั้งนั้น
 
    ดังนั้นใครที่เลี้ยงๆไปแล้วปรากฎว่าเต่าเติบโตไม่ได้ขนาดที่ระบุไว้ตามตำราก็อย่าไปโทษตัวเองว่าเลี้ยงเต่าได้ไม่ดีหรือโทษว่าเต่าที่เลี้ยงไว้เป็นเต่าแคระแกรนก็แล้วกัน เต่าเสือดาว (สำหรับ Geochelone pardalis pardalis) มีขนาดโตเต็มที่60ซม.
น้ำหนักประมาณ 35กิโลกรัม จัดเป็นเต่าบกที่ใหญ่อันดับ4ของโลก รองจากพวก Big Threeซึ่งเป็นเต่าบกในGenusเดียวกันทั้งหมด นั่นก็คือ อัลดาบร้า,กาลาปากอส และซูคาต้า แต่เมื่อดูจากพี่ใหญ่ที่อยู่หัวแถวทั้งสามแล้ว จะเห็นว่าเป็นเต่าสีล้วนทั้งหมด ดังนั้นเสือดาวเจ้าเสน่ห์ตัวนี้จะถือว่าเป็นเต่าลายที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกก็ว่าได้
 
 
 

การดูแลโดยทั่วไป

 
    แม้ว่าจะถูกแบ่งเป็นสองสายพันธุ์ย่อย แต่สำหรับความต้องการพื้นฐานในการเลี้ยงดูแล้ว ทั้งสองsub-speciesมีความต้องการในสิ่งที่เหมือนๆกัน นั่นก็คืออุณหภูมิที่ไม่ต่ำเกินไปนัก(กลางวันประมาณ 26ซํ และกลางคืนไม่ต่ำกว่า 22ซํ) ,ความชื้นสัมพัทธ์ไม่ควรเกิน85%,การได้รับแสงแดดธรรมชาติทุกวัน ,อาหารตามความต้องการทางโภชนาการของเต่า และเนื่องจากเป็นเต่าที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่เมื่อโตเต็มวัย เสือดาวลายสวยตัวนี้จึงต้องการพื้นที่ในการเดินออกกำลังกายที่พอเพียงอีกด้วย
 
    การจัดเตรียมสภาพแวดล้อมเพื่อการเลี้ยงเต่าเสือดาวนั้น คงไม่แตกต่างจากเต่าบกทั่วๆไปสักเท่าไรนัก แต่นอกจากสิ่งที่ต้องเตรียมไว้ให้เต่าแสนรักในวันแรกที่นำเข้ามายังบ้านใหม่แล้ว จงอย่าลืมถามตัวเองเกี่ยวกับความพร้อมเรื่องสถานที่ในอนาคต หากคำตอบคือไม่ ก็ควรหาทางหนีทีไล่อื่นไว้ด้วย เพราะเนื่องจากว่า เต่าตัวน้อยในวันนี้ ในยามที่มันโตเต็มวัย จะกลายเป็นเต่าที่มีขนาดใหญ่พอสมควร ซึ่งไม่เพียงแต่สถานที่อันกว้างขวางที่พวกเค้าต้องการแล้ว อาหารการกินตลอดจนของเสียที่เต่าขับถ่ายออกมาทุกวันถือได้ว่าเป็นจำนวนที่ไม่น้อยเลยทีเดียว อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอทุกปี(ในการเลี้ยงเต่าบกทุกชนิด)ก็คือ การถ่ายพยาธิ เนื่องจากเต่าเป็นสัตว์ที่เดินและหากินอยู่กับพื้นดิน จึงมีโอกาสสูงที่จะได้รับไข่หรือตัวอ่อนพยาธิเข้าไปในร่างกาย การถ่ายพยาธิจะทำให้เต่าที่เราเลี้ยงไว้มีสุขภาพดี เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง หากนักเลี้ยงท่านใดสามารถคำนวณปริมาณยาได้เองการถ่ายพยาธิก็ไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด แต่หากไม่มั่นใจ สัตวแพทย์จะเป็นผู้ที่กระทำได้ดีที่สุด
 
 
 

อาหารการกิน

 
    เนื่องจากเป็นเต่าที่มีถิ่นอาศัยในแถบทุ่งหญ้าสะวันนา ดังนั้นอาหารหลักของเต่าตัวนี้จึงเป็นหญ้าเสียเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นนอกจากผักหลากชนิดที่เราเลือกสรรมาให้เต่าแล้ว สำหรับบ้านที่มีสนามหญ้า(โดยเฉพาะอย่างยิ่งหญ้ามาเลเซีย)ควรปล่อยเต่าให้ได้มาเล็มหญ้ากินบ่อยๆท่ามกลางแสงแดดจะเป็นการดีต่อสุขภาพเต่าเป็นอย่างยิ่ง และเฉกเช่นเดียวกับเต่าบกทั่วไป เจ้าเต่าเสือดาวตัวนี้ก็เป็นHerbivoreเต็มรูปแบบเช่นกัน ดังนั้นอาหารสุนัขหรืออาหารแมวจึงเป็นสิ่งไม่จำเป็น หากผู้เลี้ยงต้องการให้เต่าได้รับสารโปรตีนก็ควรจัดหาโปรตีนจากพืชตระกูลถั่วเช่น ถั่วฝักยาว,ถั่วพู,ถั่วแขก ปะปนลงไปในอาหารที่ให้อยู่เป็นประจำ แต่ไม่ควรให้อย่างต่อเนื่อง เท่านี้ก็เป็นการเพียงพอสำหรับการเสริมโปรตีนให้กับเต่าแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้เลี้ยงต้องกระทำคือ การเสริมแคลเซียมให้เต่า ซึ่งอาจจะให้ในรูปของการใช้แคลเซียมสำหรับเต่าที่มีขายโดยเฉพาะ หรือการบดแคลเซียมเม็ดสำหรับสุนัขให้เป็นผง กระทั่งการขูดกระดองปลาหมึก(หรือที่เรียกว่า ลิ้นทะเล)โรยบนผักที่เตรียมไว้ให้ นอกจากอาหารแล้ว น้ำสะอาดในถาดเตี้ยๆก็เป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่พึงจัดหาไว้ให้เต่าตลอดเวลาอีกด้วยเช่นกัน
 
 
 
 

การเจ็บไข้ได้ป่วย

 
   เช่นเดียวกับเต่าบกทั่วไป ที่การเป็นหวัดของเต่ามักจะเป็นหนามยอกอกที่พบได้บ่อยๆ ในช่วงที่มีอากาศชื้น ควรมีการกกไฟเพิ่มอุณหภูมิให้สูงขึ้นไปในช่วงที่มีความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูง เช่นในช่วงฤดูฝน เนื่องจากเต่าเป็นสัตว์ที่ไม่มีกระบังลมการเป็นหวัดจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรปล่อยปะละเลย หากอาการของเต่าไม่ดีขึ้นควรปรึกษาสัตวแพทย์ นอกจากนี้หากเต่ามีอาการผิดปกติอื่นๆควรนำไปพบสัตวแพทย์จะเป็นการดีที่สุด
 
 
 

การขยายพันธุ์

 
    การขยายพันธุ์เต่าเสือดาว ในเมืองไทยดูเหมือนจะเป็นเรื่องไม่ไกลเกินเอื้อม เนื่องจากมีรายงานความสำเร็จจนกระทั่งสามารถจัดทำเป็นฟาร์มได้แล้วในต่างประเทศ แม่เต่าที่สมบูรณ์จะออกไข่หลุมละประมาณ20ฟอง และวางไข่เฉลี่ยเดือนละ1หลุม โดยเริ่มไข่ตั้งแต่เดือนตุลาคมไปถึงเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคม ซึ่งหากประเมินจากตัวเลขโดยคร่าวๆจะเห็นได้ว่า แม่เต่าที่สมบูรณ์ 1 ตัว สามารถทำรายได้ให้กับเจ้าของฟาร์มในแต่ละฤดูวางไข่ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ดังนั้นการเลี้ยงเต่าleopardเพื่อเพาะพันธุ์ในเชิงเศรษฐกิจสำหรับคนไทยจึงเป็นสิ่งที่มีโอกาสเป็นไปได้สูง เนื่องจากมีข้อมูลต่างๆทางเว็บไซต์ ตลอดจนตำราภาษาต่างประเทศสำหรับให้ศึกษาเพิ่มเติมกันอย่างมากมาย เพียงแต่ต้องนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในประเทศไทยบ้างเล็กน้อย
 
 
แหล่งที่มา : ninekaow.com